ดูแลตับอ่อน… ก่อนเป็นเบาหวาน

โดย 11/11/2020 มกราคม 12th, 2021 บทความเพื่อสุขภาพ

เรื่องน่ารู้:

  • ตับอ่อน มีหน้าที่สำคัญที่ช่วยร่างกายสร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมันและสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยทำหน้าที่ผลิตสารอินซูลินโดยมีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วยโรคเบาหวานและสาเหตุอื่นๆ ของตับอ่อน เช่น การป่วยโรคตับอ่อนอักเสบและโรคมะเร็งตับอ่อน ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน กล่าวคือ หากตับอ่อนแข็งแรงและทำหน้าที่ผลิตอินซูลินได้เป็นปกติก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานน้อยลง
  • โรคเบาหวานสามารถทำลายทุกระบบในร่างกาย เช่น หัวใจ การทำงานของไต ระบบเส้นประสาท กระเพาะอาหาร ทางเดินกระเพาะปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ระบบการเคลื่อนไหว สุขภาพช่องปาก การได้ยิน และการมองเห็น
  • ดูแลตับอ่อนให้แข็งแรง ด้วยการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ และออกกำลังกายเป็นประจำ ที่สำคัญควรหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ตับอ่อนกับการป้องกันโรคเบาหวาน

ตับอ่อนเป็นอวัยวะบางๆ ยาวประมาณ 15 ซม. ซึ่งอยู่บริเวณหลังกระเพาะอาหารและใต้ตับ เป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทสำคัญ 2 ประการ คือ ช่วยร่างกายสร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมัน และสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยหน้าที่การผลิตสารอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนทำหน้าที่เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน และเปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายไปเป็นไขมัน ถ้าตับอ่อนผลิตสารอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลยน้ำตาลก็จะตกค้างอยู่ที่กระแสเลือดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

โดยมีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วยโรคเบาหวานและสาเหตุอื่นๆ ของตับอ่อน เช่น ป่วยเป็นโรคตับอ่อนอักเสบและโรคมะเร็งตับอ่อน โดยโรคตับอ่อน 2 ประเภท ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน มีดังนี้

ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า หรือเบียร์ เป็นประจำจะมีความเสี่ยงที่จะมีอาการของโรคนี้สูง หรือเป็นผลข้างเคียงจากโรคพิษสุราเรื้อรัง หากปล่อยให้เกิดอาการของโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานเป็นปีและไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที จะทำให้เนื้อเยื่อและเซลล์ตับอ่อนได้ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาในด้านการย่อยอาหาร และเป็นโรคเบาหวานได้ และถ้าหากเป็นเรื้อรังต่อไปมีโอกาสกลายเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้

โรคมะเร็งตับอ่อน เป็นประเภทของมะเร็งที่มีอัตราเสียชีวิตจากโรคสูงเป็นอันดับ 4 ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด โดยความผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง และเกิดจากพันธุกรรม

และนอกจากตับอ่อนอักเสบจะก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ดังกล่าวแล้ว และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ และนี้คือการดูแลตับอ่อนของคุณก่อนโรคเบาหวานจะถามหา

การดูแลตับอ่อน

นอกจากตับอ่อนอักเสบจะก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ดังกล่าวแล้ว และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ และนี้คือการดูแลตับอ่อนของคุณก่อนโรคเบาหวานจะถามหา

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานและมีไขมันสูง 
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงตับอ่อน ได้แก่ 

●  ผักและผลไม้ใบเขียวเข้ม (เช่น ผักโขม คะน้า) หรือเส้นใยอาหารสูง (เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลเกรน) 

●  พืชผักตระกูลแอลเลียม (Allium) ได้แก่ กระเทียม หอมใหญ่ หอมเล็ก ต้นกระเทียม และพืชผักประเภทนี้มีสารต่อสารอนุมูลอิสระอันดับต้นๆ โดยมีสารฟลาโวนอยด์ วิตามินซี ซิลีเนียม กำมะถัน ที่มีผลดีอย่างมากต่อการสร้างเนื้อเยื่อตับอ่อน และยังมีคุณสมบัติต่อสารก่อมะเร็ง รวมทั้งการป้องกันโรคหัวใจวายเฉียบพลันและเส้นเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • หากจะงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เพื่อการรักษาตับอ่อน สำหรับผู้ที่เสพติดมานานอย่างดหรือเลิกอย่างกระทันหันเพราะจะเกิดผลข้างเคียง และควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์
  • บุคคลทั่วไปควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ (อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง)

ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน นอกจากการรับประทานอาหารที่หวานและมันจัดที่คุณรับประทานเป็นประจำแล้ว อาจมีสาเหตุจากโรคตับอ่อนตามที่กล่าวมานี้ ที่สำคัญโรคเบาหวานไม่ได้ส่งผลต่อระบบหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่มันมีโอกาสที่จะสร้างผลกระทบไปทั่วร่างกาย ที่จะทำให้เกิดปัญหาโรคแทรกซ้อนตามมา ดังนี้

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน

โรคหัวใจ 

น้ำตาลในเลือดสูงจากโรคเบาหวานสามารถทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมระบบหัวใจและหลอดเลือด และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพได้อีก ได้แก่

  • ภาวะความดันโลหิตสูง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  • ภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูง

โรคไต

หากน้ำตาลในเลือดสูงจะทำลายเซลล์หลอดเลือดในไตเสียหาย จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพการกรองของเสียทางไต หากปล่อยไว้โดยรักษาไม่ทันท่วงทีจะส่งผลให้เซลล์หลอดเลือดในไตเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงจะส่งผลทำให้เกิดโรคไตวายได้

ระบบเส้นประสาทเกิดความเสียหายกับความรู้สึกที่กำลังหายไป

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงยังสามารถทำลายระบบเส้นประสาททั่วร่างกาย ตั้งแต่เส้นประสาทหัวใจ กระเพาะอาหาร ระบบการเคลื่อนไหว เช่น แขน ขา นิ้วมือนิ้วเท้า ข้อต่อต่างๆ ที่มีแนวโน้มสูงที่จะเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียความรู้สึก โดยมักจะมีอาการชาไปจนถึงอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต ที่อาจรับความรู้สึกเจ็บที่เป็นสัญญาณเตือนจากการกระทบกับของแข็ง ของมีคม ความร้อน และแมลงสัตว์กัดต่อยได้ เป็นต้น ที่จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานอาจเกิดร่องรอยการฟอกซ้ำโดยไม่รู้ตัวไปจนถึงบาดแผลที่มีอาการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง หากรักษาไม่ทันท่วงที อาจเสี่ยงต่อเกิดการลุกลามไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด ที่เป็นสาเหตุที่แพทย์ของคุณอาจจะต้องตัดสินใจตัดอวัยวะที่มีความเสี่ยงนั้นทิ้งไป

ความผิดปกติของระบบการกระเพาะอาหาร

ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าเรื้อรัง (Gastroparesis) ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมาเป็นเวลานานมักจะพบภาวะนี้ โดยจะมีอาการกระเพาะอาหารเกิดการบีบรัดตัวตลอดเวลาแม้จะไม่มีอาหาร และส่งผลเกิดระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน เนื่องจากเชื่อมโยงจากระบบประสาทกระเพาะอาหารที่ถูกทำลายไป จึงทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาการจุกเสียดท้อง ท้องอืด มีความรู้สึกเบื่ออาหาร มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นกรดไหลย้อน

 ความเสื่อมของระบบประสาททางเดินกระเพาะปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์

จะเกิดปัญหาในเรื่องการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศก่อนวัยทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ความแปรปรวนของฮอร์โมน การอักเสบของกระเพาะปัสสาวะจากการปัสสาวะบ่อยเกินปกติ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และในเพศหญิงจะมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคติดเชื้อทางกระเพาะปัสสาวะโดยเฉพาะการติดเชื้อยีสต์เมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน เนื่องจากเชื้อยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้ง่ายเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง และอาการการติดเชื้อนี้อาจะจะลามไปสู่ระบบไตได้

ปัญหาสุขภาพช่องปาก

การที่น้ำตาลในเลือดสูงจะเป็นแหล่งอาหารและเพาะพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้เป็นอย่างดี เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จึงสามารถเพิ่มจำนวนได้มากเป็นหลายเท่าเมื่อเทียบกับตอนมีสุขภาพดี และสร้างกรดกัดเนื้อฟัน และนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเป็นโรคฟันพุได้ง่าย รวมถึงการมีแนวโน้มการเป็นโรคเหงือกอักเสบตามมาด้วย

สูญเสียการได้ยิน

อาการสูญเสียการได้ยินในผู้ป่วยเบาหวานพบได้บ่อยเป็น 2 เท่าในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็น และพบได้กับผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรังที่เป็นมานาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง สามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและเส้นประสาทในหูชั้นในได้ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการทรงตัวของคุณ อาการสูญเสียการได้ยินจากโรคเบาหวานมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนคุณอาจไม่รู้ว่าคุณกำลังจะมีปัญหาในการได้ยิน

สูญเสียการมองเห็น

เบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่พบบ่อยมากและเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดในผู้ป่วยเบาหวานระยะที่รุนแรงมื่อระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงและความดันโลหิตสูงสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กในเรตินา (เนื้อเยื่อชั้นบางๆ ของเซลล์รับภาพที่อยู่ด้านหลังของลูกตา) ที่ทำให้หลอดเลือดเหล่านั้นมีการขยายตัวไม่ปกติและเปราะบางที่จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อกระจก (การขุ่นมัวของเลนส์ตา) และต้อกระจก (กลุ่มของโรคที่ทำลายเส้นประสาทตา)

โรคเบาหวานมีความเชื่อมโยงกับตับอ่อนและฮอร์โมนอินซูลิน เช่น เมื่อตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินน้อยเกินไปหรือไม่สามารถผลิตได้จากการที่ตับอ่อนเกิดโรคหรือความเสียหาย หรือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติที่เกิดการต่อต้านอินซูลิน ที่จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงซึ่งเป็นสาเหตุของอาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 

ที่ต้องระวัง! เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อคุณเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอย่างซ้ำๆ จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคเบาหวานควรติดตามระดับน้ำตาลสะสมในเลือดอย่างสม่ำเสมอ  

ภาวะเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ โรคมะเร็งตับอ่อน จากสาเหตุทางพันธุกรรมหรือประวัติครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวาน หรือการใช้ชีวิต เช่น เสพติดอาหารหรือเครื่องดื่มรสหวานมัน สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคอ้วน ขาดการออกกำลัง พักผ่อนไม่เพียงพอ และเกิดโรคเครียด เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2

บุคคลอาจสามารถป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ได้โดยการงดสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายเป็นประจำพร้อมกับรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นต้น 

ทั้งโรคเบาหวานประเภท 1 และ 2 เป็นภาวะด้านสุขภาพที่สามารถจัดการและรับมือได้ โดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ยารักษาภายใต้การดูแลจากแพทย์ของคุณ

สรุป

โรคเบาหวานมีความเชื่อมโยงกับตับอ่อนและฮอร์โมนอินซูลิน เช่น เมื่อตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินน้อยเกินไปหรือไม่สามารถผลิตได้จากการที่ตับอ่อนเกิดโรคหรือความเสียหาย หรือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติที่เกิดการต่อต้านอินซูลิน ที่จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงซึ่งเป็นสาเหตุของอาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1

ที่ต้องระวัง! เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อคุณเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอย่างซ้ำๆ จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคเบาหวานควรติดตามระดับน้ำตาลสะสมในเลือดอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ โรคมะเร็งตับอ่อน จากสาเหตุทางพันธุกรรมหรือประวัติครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวาน หรือการใช้ชีวิต เช่น เสพติดอาหารหรือเครื่องดื่มรสหวานมัน สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคอ้วน ขาดการออกกำลัง พักผ่อนไม่เพียงพอ และเกิดโรคเครียด เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2

บุคคลอาจสามารถป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ได้โดยการงดสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายเป็นประจำพร้อมกับรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นต้น

ทั้งโรคเบาหวานประเภท 1 และ 2 เป็นภาวะด้านสุขภาพที่สามารถจัดการและรับมือได้ โดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ยารักษาภายใต้การดูแลจากแพทย์ของคุณ

ข้อมูลโดย :

นทพ. ชาญเวช ตันติกัลยาภรณ์

นักเทคนิคการแพทย์

พาธแล็บ ศูนย์ตรวจสุขภาพ สาขาแจ้งวัฒนะ

Pathlab Healthcare Center: Chaengwattana Center
Tel. [ กดโทร ]  02 573-3490-1

พาธแล็บยินดีให้คำแนะนำ และปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ หรือหากสนใจบริการของเราสามารถติดต่อได้ที่


ศูนย์บริการพาธแล็บ  [ กดโทร ]  02 619-2299 หรือ 02 619-2288


Facebook Inbox  [ กดคลิก ]  th.pathlab.link/inbox


LINE Official  [ กดคลิก ]  th.pathlab.link/LINE

Website  [ กดคลิก ]  www.pathlab.co.th


Location สาขาใกล้ๆ คุณ  [ กดคลิก ]  th.pathlab.link/google-maps

อ้างอิงจาก:

  1. American Bone Health. (2016). “Minerals for Bone Health”. Retrived October 10, 2020, from https://americanbonehealth.org/nutrition/minerals-for-bone-health/
  2. Office of Dietary Supplement, National Institutes of Health. (2016). “Health Infomation”. Retrived October 10, 2020, from https://ods.od.nih.gov/HealthInformation/makingdecisions.sec.aspx
  3. The NIH Osteoporosis and Related Bone Diseases, National Institutes of Health. (2016). “Minerals for Bone Health”. Retrived October 10, 2020, from https://americanbonehealth.org/nutrition/minerals-for-bone-health/

แสดงความคิดเห็น